701
อนที่ 701 ผ้าไหมสีเหลือง
แม้แต่นายหญิงก็ยังตกตะลึงอย่างมากในเวลานี้ เขากระทั้งให้กระทิงกินจักรพรรดิสมุนไพร ยังจะมีคนในโลกสิ้นเปลืองมากกว่าเขาอีก ?
" เจ้า เจ้า เจ้า..เจ้ารู้หรือไม่นั้นมันจักรพรรดิสมุนไพร ?! เจ้ารู้ใช่ไหม ?! " นักปรุงยาอาวุโสคนหนึ่งแผดร้องและขยี้ผมของเขา
ในสายตาของนักปรุงยา การให้กระทิงกินสมุนไพรใดๆล้วนแต่เป็นการสินเปลืองทรัพยากร นี้เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถทนได้
หลี่ฉีเย่หัวเราะและเอ่ยอย่างไม่แยแส " ข้ารู้ ก็แค่เพียงจักรพรรดิสมุนไพร "
ในเวลานี้ คนนับไม่ถ้วนล้วนแต่เข่าอ่อนและไม่สามารถยืนได้อีก ทุกคนล้วนสูญเสียจิตใจหากเห็นฉากนี้ พวกเขาบางคนเอ่ย " เจ้าชนะแล้ว ! "
" อ่า ทำไมพวกเราถึงมีชีวิตที่แตกต่างกันเช่นนี้ ? ชีวิตข้ายังไม่ดีเท่ากับกระทิงตัวหนึ่ง ข้ายังไม่เคยแม้แต่ลิ้มรสของจักรพรรดิสมุนไพร แต่กระทิงตัวนี้กินมันราวกับเคี้ยวขนมหวาด ! " ตัวตนทรงอำนาจที่กำลังคุกเข่าอยู่กล่าวอย่างสยอง
ในเวลานี้ทุกคนเงียบและรู้สึกว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาหายไปจากร่างกาย เทียบกับหลี่ฉีเย่ที่ให้กระทิงกินจักรพรรดิสมุนไพร หวังฟู่เฮาและขุมอำนาจอื่นๆล้วนไม่มีคามสำคัญอีกต่อไป
" ศิษย์พี่ ท่านกำลังหาสัตว์ลากรถใช่ไหม ? ข้าเป็นลูกหลานของสัตว์อสูรที่มีสายเลือดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ให้ข้าเป็นสัตว์ลากรถของท่านได้หรือไม่ ? " บรรพชนปีศาจคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ย
ความจริงในสายตาของคนจำนวนมาก ชีวิตของพวกเขายังไม่อาจะเทียบได้กับกระทิงตัวหนึ่ง มันกระทั้งได้กินสี่ราชันสมุนไพรและจักรพรรดิสมุนไพร หลายคนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะได้รับของเหล่านี้ไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ !
" ข้าเป็นคนที่เรื่องมากในการเลือก " หลี่ฉีเย่อมยิ้มก่อนจะก่อนจะขึ้นรถ นางหญิงทำเพียงอมยิ้มก่อนจะตามเขาขึ้นไป
เหล่าคนที่ออกไปจากเกาะแห่งเต๋าเหมือนสติจะยังไม่กลับมา ทันใดนั้นพวกเขาก็เข้าใจได้ว่าทำไมนายหญิงฉีเยียนถึงเลือกติดตามหลี่ฉีเย่ แม้ว่าตอนนี้จะมีคนจำนวนมากต้องการเข้าร่วมกับเขา แต่ล้วนไม่มีใครได้รับการยอมรับแน่
หลังจากความเงียบอันยาวนาน บางคนที่สงบได้ก็เอ่ยด้วยความเศร้า " อ่า วันนี้ข้าได้เปิดตาแล้ว ใช้จักรพรรดิสมุนไพรเป็นอาหารกระทิง - ยังจะมีอะไรน่าตกตะลึงกว่านี้อีก ? "
ส่วนที่เหลือของฝูงชนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น พวกเขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจที่มีชีวิตไม่ดีเท่ากับกระทิงตัวหนึ่ง
กลับไปถึงหุบเขา หลี่ฉีเย่เอ่ยบอกกับนายหญิง " นั่งสมาธิกับหัตถ์เทพ แม้ว่าพลังของมันจะไม่ดีหากเทียบกับแจกันกลืนปีศาจอมตะบนร่างกายของเจ้า พลังของมันก็ไม่ได้อ่อนแอกว่าสมบัติจักรพรรดิระดับชีวิต "
" นายน้อยรู้ได้อย่างไรว่าข้ามีแจกันกลืนปีศาจอมตะบนร่าง ? " นายหญิงเอ่ยถามด้วยความงุนงง ผู้คนที่รู้ว่านางมีของชิ้นนี้น้อยยิ่งกว่าน้อย และนางไม่ได้บอกหลี่ฉีเย่
นางนั้นนำมันติดตัวเสมอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์เลวร้าย เพราะการบาดหมางกับตระกูลหวังฟู่ นางรู้ว่าศัตรูจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไป ดังนั้นนางจึงนำแจกันออกมาด้วย
แจกันกลืนปีศาจอมตะนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศไผ่ยักษ์ พวกมันนั้นยากที่จะถูกนำออกมาใช้เพราะอำนาจของมันน่ากลัวอย่างมาก สำหรับรุ่นนี้ แม้แต่ตัวประเทศเองก็ยังไม่รู้ต้นกำเนิดของมัน พวกเขารู้เพียงว่ามันถูกทิ้งไว้โดยบรรพบุรุษ
หลี่ฉีเย่หัวเราะและเอ่ย " มีเพียงน้อยสิ่งที่หลีกเลี่ยงสายตาข้าได้ "
แน่นอน เขาไม่ได้บอกนายหญิงว่าแจกันอันนี้เป็นของที่เขาทิ้งไว้ให้กับหยุนเอ๋อร์ ต้นกำเนิดของมันท้าทายสวรรค์เป็นอย่างมาก และพลังของมันก็เทียบได้กับสมบัติจักรพรรดิอมตะระดับแท้จริง !
" ข้าจะพยามให้ดีที่สุดในการเรียนรู้ถุงมือนี้ " นายหญิงจดจำคำเตือนของหลี่ฉีเย่และพยักหน้า
หลังจากกลับมาถึงหุบเขา เขาก็ไม่ได้ออกไปอีกและกำลังรอข่าวจากเที่ยยี่ ทว่าเจ้ามดนั้นยังไม่กลับมา ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีอะไรทำ เขาได้คิดถึงบางสิ่งบางอย่าง
ทันใดนั้นเขาหยิบกล่องสีทองแดงออกมา นี้คือกล่องที่ถูกผนึกโดยผนึกสวรรค์ห้าประตู และภายในของมันเป็นสิ่งที่เขาเอามาจากสำนักศักดิ์สิทธิ์
หลี่ฉีเย่ค่อยๆมองไปยังกล่องและพบว่ามันยังปลอดภัย นี้ทำให้เขาสบายใจขึ้น เขาเริ่มพึมพำและท่องบทสวด ทันใดนั้นผนึกก็กลับสู่รูปแบบดั่งเดิม ทำให้ประตูทั้งห้าปกคลุมรอบร่างกายหลี่ฉีเย่
ด้วยการล้อมรอบไปด้วยผนึก เสียงแกร๊กดังขึ้น จากนั้นภาพทั้งห้าก็ปรากฏขึ้นในแต่ละประตู - นกคลายตะวัน , หมาป่ากลืนพระจันทร์ , มดกลืนดารา , เหยี่ยวห่อหุ้มชั้นฟ้า , และหนูผนึกปฐพี
รูปแบบของภาพที่ปรากฏในผนึกสวรรค์นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณและอสูรลึกลับ ในเวลานี้เมื่อรูปแบบอสูรทั้งหมดปรากฏขึ้นหมายถึงหลี่ฉีเย่ใช้พลังที่แท้จริงของผนึกสวรรค์ห้าประตู
หลังจากปิดผนึกห้องทั้งหมด หลี่ฉีเย่ก็ค่อยๆมองไปยังโกศ หลังจากผ่านมาหลายปีโกศนี้ก็ยังเรียบง่ายและหยาบกระด้างเหมือนเดิม
โกศนี้มีต้นกำเนิดที่น่าสยดสยองและท้าทายสวรรค์มันถูกเขานำออกมาจากสถานที่ทีน่ากลัว เขาทิ้งมันให้กับกระทิ้งเพื่อในกรณีที่เลวร้าย สุดท้ายมันก็กลับมาอยู่ในมือเขา
หลี่ฉีเย่สูดลมหายใจเข้าลึกและตัดสินใจ ในเวลานี้หลี่ฉีเย่เรียกแต่ละสมบัติออกมา คันฉ่องกลั่นหยิงหยางอมตะ , ระฆังปีศาจ .. ทั้งหมดของสมบัติอมตะเหล่านี้ปรากฏออกมาพร้อมด้วยกลิ่นอายทรงอำนาจ วินาทีที่พวกมันปรากฏพวกมันระเบิดสุดยอดพลังเพื่อคุ้มกันหลี่ฉีเย่
ในเวลาเดียวกัน หลี่ฉีเย่ก็ถือโคมไฟสีเขียวในมือขวาและโลกศพไม้ขนาดเล็กในมือซ้าย เขานั้นเตรียมพร้อมในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ถ้าหากของเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันอันตรายได้แล้ว เช่นนั้นเขาก็ต้องใช้อำนาจของโลกศพไม้ปราบปรามมัน !
หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อม หลี่ฉีเย่ก็สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะท่องมนต์และคำราม " จงเปิด ! "
" ปุ้บ ! " สุดท้ายโกศนี้ได้เปิดออก แต่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของเขา มันไม่มีอำนาจปีศาจที่ชั่วร้ายออกมาและไม่ได้มีคำสาปแช่งที่น่าสะพรึงกลัวใดๆ มีเพียงหมอกดำจางๆพุ่งออกมาโดยไม่เหลือร่องรอยใดๆ
" นี้คือ..." สายตาหลี่ฉีเย่กลายเป็นจริงจังหลังจากเห็นฉากนี้ สุดท้ายเขาก็มองไปในโกศเพื่อมองหาสิ่งของภายใน
เขาหยิบมันออกมาและกางลงบนโต้ะ มันคือเสือคลุมไหมสีเหลือง
เสื้อคลุมไหมนี้อาบดวงจันทร์มานับไม่ถ้วนและเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณ สีของมันซีดมากและเกือบจะกลายเป็นสีขาว
เขาสำรวจดูผ้าคลุมไหมนี้อย่างระวัง คนอื่นอาจจะคิดว่ามันเป็นผ้าคลุมไหมธรรมดา แต่หลี่ฉีเย่ไม่คิดเช่นนั้น แม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องของสิ่งของใต้สำนักศักดิ์สิทธิ์มาก เขาก็รู้มันเรื่องหรือสองเรื่อง
" ฮ่าฮ่า ! เจ้าเด็กน้อย เจ้าโชคดีอย่างมากที่ได้พบกันบรรพชนอมตะผู้นี้ ข้าคือราชันผู้ปกครองดินแดนนับไม่ถ้วน จักรพรรดิของเก้าโลก ! " ในเวลานี้ เสื้อคลุมไหมได้ส่งเสียงออกมา " หากเจ้าบูชาราชันผู้นี้เยี่ยงอาจารย์ เช่นนั้นบิดาผู้นี้จะช่วยให้เจ้าบัญชาเหนือเก้าโลกและกลายเป็นตัวตนนิรันดร์ ! "
คนอื่นอาจจะกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวหลังจากได้ยินเสียงที่น่ากลัวจากผ้าคลุมเหลืองนี้
ทว่าหลี่ฉีเย่ยังคงสงบ เขายิ้มและเอ่ย " บัญชาเหนือเก้าโลกและกลายเป็นตัวตนนิรันดร์ ? มันไม่ใช่เรื่องยากที่ข้าจะบัญชาเหนือเก้าโลก แต่การกลายเป็นนิรันดร์นี้.."
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
คนอื่นอาจจะเขย่าและตื่นเต้นอย่างมากหลังจากได้ยินคำพูดจากเจ้าสมบัตินี้ แต่เขาหลี่ฉีเย่เป็นใคร ? เขาคือตัวตนผู้ดำรงอยู่เหนือเก้าโลกและเคยเป็นนิรันดร์มาก่อน !
" เจ้าสารเลว นี้เจ้าไม่เชื่อบิดาผู้นี้ ? " เสียงทีน่ากลัวปรากฏขึ้นอีกครั้งและเอ่ย " ท่านราชันผู้นี้คือผู้ปกครองโลกนับหมื่น สุดยอดผู้ปกครองเก้าโลก..."
" เอาละอย่าได้มาโม้ต่อหน้าข้า มีเพียงข้าที่โอ้อวดต่อผู้คนได้ ไม่จำเป็นที่คนอื่นจะมาโอ้อวดต่อหน้าข้า " หลี่ฉีเย่อมยิ้มเอ่ย " ในเวลานี้เจ้าไม่มีค่าอะไรเลยนอกจากผ้าเช็ดหน้าที่หมดสภาพในสายตาข้า - ไม่มีค่าแก่การพูดถึง "
ดูเหมือผ้าคลุมไหมนั้นจะโกรธจากคำกล่าวของหลี่ฉีเย่ มันตะโกนด้วยน้ำเสียงน่ากลัว " เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่รู้ความยิ่งใหญ่ของสวรรค์และโลก เจ้ารู้หรือไม่ย้อนกลับไปยังสมัยโบราณเหล่าตัวตนอมตะได้ปกครองโลกและ.."
" อย่าได้ทำตัวเป็นผู้รู้ต่อหน้าข้า " หลี่ฉีเย่เอ่ยขัดจังหวะ " หากเมื่อก่อนเจ้าไม่ได้ถูกโยนลงไปยังโกศนี้ เจ้าจะกลายเป็นปีศาจ แต่ตอนนี้ หากข้าเดาไม่ผิด ผ้าคลุมไหมได้ถูกผนึกภายใต้โกศนี้มาหลายล้านปี และอำนาจของปีศาจนั้นได้หายไปหมดแล้ว "
" เห้ย เจ้าเด็กน้อย เจ้าดูถูกบิดาคนนี้เกินไป เป็นข้าที่ปัดเป่าอำนาจของปีศาจทิ้ง ไม่ใช่โกศนั้น ! " ผ้าคลุมไหมสีเหลืองกล่าวอย่างหงุดหงิดและไม่เต็มใจ
หลี่ฉีเย่เอ่ยอย่างสนุก " เช่นนั้นรึ ? เจ้าบอกว่าโกศของข้าไร้ประโยชน์ ? ดี ดี ข้าจะใส่เจ้ากลับเข้าในโกศอีกครั้งและดูว่าเจ้าจะออกมาได้หรือไม่ " เขาเอ่ยก่อนจะโยนเศษผ้ากลับเข้าไปในโกศ
" เดี๋ยว เดี๋ยว ทุกอย่างสามารถพูดคุยและเจรจาต่อรองกันได้ " ช่วงเวลาที่หลี่ฉีเย่กำลังจะปิดโกศ ผ้าคลุมสีเหลืองตะโกนออกมาอย่างพ่ายแพ้
หลี่ฉีเย่ระเบิดเสียงหัวเราะก่อนจะจับเศษผ้านั้นโยนออกมาและเอ่ย " หากเจ้าไม่ต้องการจะถูกขังภายใน เช่นนั้นอย่าได้มาเล่นละครต่อหน้าข้า เปิดเผยรูปแบบที่แท้จริงของเจ้าหรือไม่ข้าจะขังเจ้าอีกครั้งและโยนเจ้าไปในทะเลจนไม่ได้ออกมาอีกชั่วนิรันดร์ ! "
" เพ้ย เจ้าปีศาจน้อย อย่ามาข่มขู่ราชันผู้นี้ ! " เสียงนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว กลับกันมันสดใสมากขึ้น
ในเวลานี้ มีร่างเล็กๆปรากฏออกมาจากเศษผ้าสีเหลือง ร่างนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
" หึ่ม ควรจะเป็นเช่นนี้สิ " หลี่ฉีเย่มองไปที่ร่างเงาเล็กๆและเอ่ย " เจ้าเห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงเด็กน้อย แต่เจ้ายังกล้าที่จะหลอกหลวงคนอื่นว่าเป็นชายชรา "
" เพ้ย เจ้านะสิที่เป็นเพียงสาวน้อย ! " รูปร่างเล็กๆบนเศษผ้าสีเหลืองนั้นกลายเป็นหงุดหงิดและเอ่ยอย่างมั่นใจ " ราชันผู้นี้คือผู้ปกครองโลกนับหมื่น ผู้ควบคุมเก้าชั้นฟ้า..."
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น